ข้อมูลงานวิจัย

 ชื่อเรื่อง  ความสัมพันธ์ระหว่างแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแล ตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ตำบลบางหลวง อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท
 เจ้าของผลงาน  วิริยะ บัวเมือง
 ปีการศึกษา  2558
 ประเภท  งานค้นคว้าอิสระ
 คณะ  คณะสาธารณสุขศาสตร์และเทคโนโลยีสุขภาพ
 หลักสูตร  สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต
 สาขา  การพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ
 จำนวนหน้า  132 หน้า
 บทคัดย่อ (Abstract)  

          การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงพรรณา มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพกับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ตำบลบางหลวง อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท ประชากรที่ใช้ในการวิจัย เป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีภูมิลำเนาอาศัยอยู่ในหมู่ที่ 2-7 ตำบลบางหลวง อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท จำนวน 165 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสูงสุด ค่าต่ำสุด สถิติการทดสอบไคสแควร์ และสถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน

          ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 75.8 สถานภาพสมรสคู่ คิดเป็นร้อยละ 59.4 อายุเฉลี่ย 62.7 ปี จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ 84.8 อาชีพหลักค้าขาย ร้อยละ 27.3 รองลงมาคือรับจ้าง ร้อยละ 22.4 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,451.27 บาท ระยะเวลาการเจ็บป่วยนับจากที่แพทย์ตรวจยืนยัน 9.5 ปี ดัชนีมวลกาย 23.5-28.4 (น้ำหนักเกิน) ร้อยละ 48.5 ดัชนีมวลกายมากกว่า 28.5 (อ้วน) ร้อยละ 26.7 สิทธิการรักษาตามโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ร้อยละ 75.8 ระดับน้ำตาลในเลือดในวันที่มารับบริการ 126-154 mg/dl (เสี่ยงต่ำ) ร้อยละ 57.6 มีภาวะแทรกซ้อนจากโรคอื่นๆ ร้อยละ 72.5 ผู้ป่วยมีแบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ระดับมาก ร้อยละ 38.50 มีด้านปัจจัยร่วมได้แก่ความเชื่อถือในการรักษาโรคเบาหวานตามแผนการรักษาของแพทย์ ร้อยละ 74.5 การได้รับความสนใจจากสมาชิกในครอบครัว ร้อยละ 52.7 รับรู้ความรุนแรงของโรคระดับมากที่สุด ร้อยละ 52.7 รองลงมาคือ รับรู้โอกาสเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากโรค ร้อยละ 52.1 รับรู้ประโยชน์ในการดูแลตนเองระดับปานกลาง ร้อยละ 40.0 และรับรู้อุปสรรคในการปฏิบัติตนในระดับปานกลาง ร้อยละ 34.5 แรงจูงใจด้านสุขภาพ ร้อยละ 47.9 ได้รับคำแนะนำจากกลุ่มเพื่อน แพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ร้อยละ 38.2 และได้รับความสะดวกในการเข้ารับการตรวจรักษาโรคเบาหวาน ร้อยละ 26.7 พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน พบว่าส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการดูแลตนเองโดยรวม ระดับปานกลาง คือการปฏิบัติเป็นบางครั้ง ร้อยละ 47.3 โดยมีพฤติกรรมการดูแลตนเองที่จำเป็นโดยทั่วไปสูงที่สุด ร้อยละ 64.8 รองลงมา ได้แก่ พฤติกรรมการดูแลตนเองที่จำเป็นตามระยะพัฒนาการ และพฤติกรรมการดูแลตนเองที่จำเป็นเมื่อมีปัญหาสุขภาพ ร้อยละ 57.6 และ 47.9 อาชีพ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P-value=.032) ระดับน้ำตาลในเลือดเมื่อมารับบริการมีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=-.259, P-value=.001) แบบแผนความเชื่อด้านสุขภาพ ได้แก่ การรับรู้ประโยชน์ในการดูแลตนเอง การรับรู้โอกาสเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากโรค และการรับรู้ความรุนแรงของโรค มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r=.510, .282, and .179, P-value

          The purpose of this descriptive research was to study relationship between health belief model and self-care behavior of diabetes mellitus patients, Bang Luang sub-district, Sapphaya district, Chai Nat province. The population consisted of 165 diabetes mellitus patients who lived in Moo 2-7, Bang Luang sub-district, Sapphaya district, Chai Nat province. The data were collected by questionnaires and the data analysis was done by frequency, percentage, mean, standard deviation, the maximum and minimum values, Chi-square test and Pearson’s product moment correlation coefficient.

          The research results revealed as follows the majority was female by 75.8 %, the marital status was 59.4 %, people who had average age were 62.7 years, people who graduated from primary level were 84.8 %, The main occupation was seller by 27.3 %, followed by freelance was 22.4 %. The average monthly income was 5,451.27 baht, the illness period after the doctor checked was 9.5 years, body mass index was 23.5-28.4 (over weight) by 48.5 %, right to using the universal coverage healthcare insurance project was 75.8 %, fasting blood sugar level when they checked 126-154 mg/dl (low risk) was 57.6 %. People who had complication of the other diseases were 72.5 %, patients who had health belief model were at the high level by 38.50%. Co-factors were belief in diabetes mellitus as the medical treatment plan by 74.5 %, getting the attention from family members was 52.7 %, perceived disease severity was at the highest level by 52.7 %, perceived complication risk of disease was 52.1 %, perceived benefit on self-care was at the moderate level by 40.0% and perceived barriers on self-behave was at the moderate level by 34.5 %, health motivation was 47.9 %, received the suggestion from friends , doctors, nurses and public health officers group were 38.2 % and they checked and cured diabetes mellitus with conveniently by 26.7 %. The majority of diabetes mellitus patients had self-care behavior , the overall were at the moderate level such as the practice was sometimes by 47.3 %. By self-care behavior that necessary, the overall were at the highest level by 64.8 %, followed by self-care behavior that necessary as the development period and self–care behavior that necessary when they had health problem were 57.6 % and 47.9 %. The occupation had relation with self-care behavior of diabetes mellitus patients by statistical significance (P-value=.032), fasting blood sugar level when they checked had negative relation with self-care behavior of patients with statistical significance (r=-.259, P-value=.001). Health belief model including perceive benefit in self-care, perceive complication risk of disease, perceive severity of disease had positive relation with self-care behavior of patients with statistical significance (r=.510, .282, and .179,P-value

เอกสารฉบับเต็ม (Full)



เฉพาะสมาชิกเท่านั้น